เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่พี่ๆ น้องๆ จาก งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ภายในประเทศ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชิญชวนลงใต้ไประนองเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผมซึ่งไม่ได้เหยียบย่างเข้าเมืองนี้มาหลายปี จึงตกปากรับคำโดยไม่ลังเลมากความให้เสียการ เพราะถ้าคิดเยอะจะอดไปเอาได้ง่ายๆ
ในอดีต... เมืองแร่นองหรือระนอง ชื่อว่าเป็นเมืองที่ “อยู่สุดหล้าฟ้าเขียว” ฝนตกชุกยาวนานจนเรียก เมืองฝนแปดแดดสี่ หมายแรกของพวกเราคือ “จวนเจ้าเมืองระนอง” ของ พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) ผู้สำเร็จราชการหรือผู้ว่าราชการคนแรกของเมืองระนอง ผู้เป็นต้นสกุล “ณ ระนอง”
จวนเจ้าเมืองระนองสร้างในสมัยพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) ผู้สร้างคือ พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง) บุตรชายคนที่ ๒ เริ่มสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๒๐ มีลักษณะเป็นป้อมค่าย เพื่อป้องกันเหตุร้าย จากเมื่อครั้งที่กลุ่มกรรมกรจีนเกิดข้อขัดแย้งกับนายเหมือง จนลุกลามเป็นกบฏเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๙ ซึ่งชาวเมืองระนองแต่เดิม หาเลี้ยงชีพด้วยการขุดแร่ดีบุกขายมา และส่งส่วยดีบุกแทนการเข้ารัชราชการอย่างอื่นมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ได้จัดให้มีเจ้าภาษี รับผูกขาดอาการดีบุก จัดบำรุงการขุดแร่ มีอำนาจซื้อและเก็บส่วยดีบุกในแขวงเมืองตระ(กระบุรี)และระนอง
ในปี พ.ศ.๒๓๔๗ ท่านคอซู้เจียง ได้เข้ามายื่นเรื่องขอประมูลอากรดีบุก ในแขวงเมืองตระและระนอง และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็น “หลวงรัตนเศรษฐี” ตำแหน่งขุนนางนายอากรเมืองระนอง
จวนเจ้าเมืองนี้เป็นจวนหลังใหม่ที่สร้างขึ้นมา เพราะหลังแรกที่สร้างเสร็จ เจ้าเมืองเห็นว่าอยู่ใกล้ประตูทางเข้ามากเกินไป ไม่เหมาะที่จะพักอาศัย จึงใช้เป็นเรือนรับรอง แล้วสร้างใหม่อยู่ลึกเข้าไป ลักษณะเป็นอาคารเชื่อมต่อกัน ๓ หลัง ปัจจุบันคงเหลือให้เห็นเพียงพื้นและเสา ส่วนอาคารหลังกลางได้มีการบูรณะปรับปรุงเป็น “ศาลบรรพบุรุษ” ของสกุล “ณ ระนอง”
ป้ายหน้าศาลบรรพบุรุษ อ่านว่า เกา หยาง ซึ่งมีความหมายว่า “ดวงตะวันอันสูงส่ง” บ้าน นี้มากด้วยขุนนาง บ้านนี้มากด้วยแก้วแหวนเงินทอง บุตรของท่านคอซู้เจียงทั้ง ๖ คน ต่างก็รับราชการเป็นขุนนางรับใช้แผ่นดินทั้งที่เมืองระนองและหัวเมืองใกล้ เคียง
พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) ได้ถึงแด่อสัญกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๕ เมื่ออายุได้ ๘๖ ปี ลูกหลานได้ฝังศพที่ฮวงซุ้ยตามธรรมเนียมจีน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานที่ดินที่เขาระฆังทอง เมืองระนองให้เป็นที่ฝังศพ พระราชทานป้ายศิลาปักหน้าฮวงซุ้ย จารึกเกียรติประวัติของท่านทั้งภาษาไทยและจีน
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๒ ป้ายศิลาีนี้ ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุรถบรรทุกดินของเทศบาลเมืองระนอง ถอยมาชนจนเสียหาย หลังจากซ่อมแซมแล้วเสร็จ จึงได้นำมาเก็บไว้ภายในศาลบรรพบุรุษ และจำลองป้ายศิลาไปวางไว้ที่เดิมแทนของป้ายจริง
กล้องยาสูบของท่านคอซู้เจียง
จากจวนเจ้าเมือง พวกเราเดินทางไปที่ พระราชวังรัตนรังสรรค์จำลอง(จำลอง) ซึ่งสร้างจากแบบเดิมที่ถูกรื้อถอนออกไป พระราชวังแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับเมืองระนอง เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จประพาสหัวเมืองแหลมมลายู ในปี พ.ศ.๒๔๓๓ ครั้งนั้นทรงเรือพระที่นั่งสุริยมณฑล จากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองชุมพร จากนั้นได้ทรงช้างพระที่นั่งเสด็จทางสถลมารค ไปลงเรือที่เมืองตระ(กระบุรี) เพื่อเสด็จตรวจหัวเมืองชายทะเลในพระราชอาณาเขต นับเป็นครั้งแรกที่ได้เสด็จไปถึงเมืองระนอง
พระยารัตนเศรษฐี(คอซิมก๊อง) เจ้าเมืองระนองขณะนั้น ได้สร้างพลับพลาถวายเป็นที่ประทับบนยอดเขา โดยใช้ไม้จริงสร้างอย่างมั่นคงแข็งแรง รัชการที่ ๕ ทรงเสด็จฯ ประทับแรมเป็นเวลา ๓ ราตรี ระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๓๓ ทรงพระราชทานชื่อ “พระที่นั่งรัตนรังสรรค์” ซึ่งมีความหมายว่า พระที่นั่งที่พระยารัตนเศรษฐีเป็นผู้สร้าง โดยได้ทรงพระราชหัตถเลขาความตอนหนึ่งว่า
“...พระยาระนอง(พระยารัตนเศรษฐี-คอซิมก๊อง) ขอให้ตั้งชื่อพลับพลานี้เป็นพระที่นั่ง ด้วยเขาจะรักษาไว้เป็นที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา และขอให้ตั้งชื่อถนนด้วย จึงได้ตั้งชื่อพระที่นั่งว่า รัตนรังสรรค์ เพื่อจะได้แปลกล้ำๆ พอมีชื่อผู้ที่ทำเป็นที่ยินดี เขาที่ทำวังนี้ให้ชื่อว่า นิเวศน์คีรี...”
ต่อมาพระที่นั่งได้ชำรุดทรุดโทรมลง ในสมัยพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี(คอยู่หงี่) ได้ปรับปรุงและดัดแปลง โดยสร้างเป็นเรือนตึกก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น ทาสีขาว แล้วใช้เป็นศาลากลางเมืองระนองเรื่อยมา พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และ รัชกาลที่ ๗ ได้เคยเสด็จประทับแรม ณ พระที่นั่งรัตนรังสรรค์องค์ใหม่นี้ด้วย
กระทั่งปี พ.ศ.๒๕๐๗ ได้มีการรื้อถอนพระที่นั่งทั้งหมดแล้วสร้างเป็นศาลากลางหลังปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๔๕ ทางจังหวัดได้มีโครงการก่อสร้างพระที่นั่ง(จำลอง) ด้วยไม้สักและำไม้ตะเคียนทองขึ้น บริเวณใกล้เคียงกับสถานที่เดิม พร้อมทั้งมีมติให้เรียกชื่อเป็น “พระราชวังรัตนรังสรรค์(จำลอง)”
พระราชวังรัตนรังสรรค์(จำลอง) ประกอบด้วยอาคารทั้งสิ้น ๓ หลัง
หลังแรกคือ อาคารท้องพระโรง ภายในอาคารท้องพระโรง ตามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชนิพนธ์บันทึกไว้ว่า นอกจากจะมีพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระองค์แล้ว ยังมีเก้าอี้หรือพระราชอาสน์ ประดิษฐานอยู่ด้วย ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดสร้างพระราชอาสน์ขึ้นใหม่ ในลักษณะเดียวกันคือ พระราชอาสน์เบญจราชกกุธภัณฑ์
เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ หมายถึง เครื่องราชูปโภค สิ่งของเครื่องใช้อันเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระมหาราชครูพราหมณ์ เป็นผู้ทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีบรมราชภิเษก(วันฉัตรมงคล) ประกอบด้วยเครื่องราชูปโภค ๕ รายการคือ พระมหาพิชัยมงกูุฏ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร วาลวิชนี(พัดหรือแส้จามรี) ฉลองพระบาทเชิงงอน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชอาสน์องค์นี้ ขึ้นด้วยไม้ สลักปิดทอง แกะสลักลวดลายของเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ประกอบลงในเนื้อไม้อย่างประณีตงดงาม
ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้มีการจำลองพระราชอาสน์เบญจราชกกุธภัณฑ์ ขึ้น ๒ องค์ องค์แรกเป็นที่ประทับพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หล่อด้วยไฟเบอร์กลาส ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จ.นครปฐม และองค์ที่สอง ประดิษฐาน ณ ท้องพระโรงพระราชวังรัตนรังสรรค์(จำลอง) แห่งนี้
หลังที่ ๒ อาคารพระที่นั่ง เป็นอาคารที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมเหสีและพระโอรส ที่ได้ตามเสด็จมาในครั้งนั้น ตัวอาคารมีทั้งหมด ๓ ชั้น
ชั้นที่ ๑ ประกอบด้วยภาพเก่า ในสมัยรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗
ชั้นที่ ๒ เป็นห้องบรรทม ของพระมเหสีและพระโอรส
ชั้นที่ ๓ เป็นห้องบรรทม ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
หลังที่ ๓ อาคารแปดเหลี่ยม มีทางเชื่อมต่อกับอาคารพระที่นั่ง เป็นอาคารที่ทรงโปรดมาก เพราะมีประตูหน้าต่างทั้งหมดแปดด้าน ปัจจุบันได้แสดง โต๊ะทรงพระอักษรขึ้น

ต้องขอบอกก่อนว่าโดยปกติแล้ว ภายในอาคารไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ แต่พวกเราได้ทำหนังสือแจ้งขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษเพื่อนำมาเผยแพร่ สำหรับข้อมูลที่นำมาประกอบการเขียน นำมาจากเอกสารซึ่งจัดทำโดย งานส่งเสริมการท่องเที่ยว สำนักปลัดเทศบาลเมืองระนอง สำหรับท่านที่สนใจเข้าชม (ในวันเวลาราชการ เวลา ๘.๓๐ – ๑๗.๐๐ น.) ติดต่อได้ที่โทร. ๐ ๗๗๘๑ ๑๔๒๒

ระนอง เป็นเมืองที่มีบ่อน้ำแร่ร้อนอยู่หลายแห่ง ทั้งในและนอกเขตเมือง หากไม่อยากเดินทางไกล ก็ไปเที่ยวที่
บ่อน้ำแร่ร้อนสวนสาธารณะรักษะวาริน(เทศบาลเมืองระนอง) อยู่บริเวณริมคลองหาดส้มแป้น ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๒ กิโลเมตร

บ่อน้ำแร่ร้อนแห่งนี้คนระนองมักเรียกว่า บ่อน้ำร้อนวัดตโปทาราม ซึ่งมีอยู่ ๓ บ่อใกล้เคียงกันคือ บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูกสาว

ทางเทศบาลได้จัดบ่อเล็กๆ ไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวลงไปแช่เท้าเพื่อผ่อนคลาย โดยไม่เสียค่าบริการใดๆ

เทศบาลเมืองระนอง ได้พัฒนาบ่อน้ำแร่ร้อน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด โดยจัดสร้างตกแต่งสวนหย่อม ไว้สำหรับเป็นที่พักผ่อนของนักท่องเที่ยว รวมทั้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากน้ำแร่ร้อน รอบๆ บริเวณ จะมีกิจกรรมด้านสุขภาพ ธุรกิจสปา การผลิตน้ำดื่ม ฯลฯ ไประนองก็อย่าลืมแวะไปนะครับ มีขายของที่ระลึก ร้านกาแฟอร่อยๆ นั่งพักผ่อนสบายๆ


หากไม่มีรถส่วนตัว ก็ใช้รถสองแถวส่วนรวมจากในตัวเมืองได้ครับ

จากเขตเทศบาลเมือง ไปตามทางหลวงหมายเลข ๔ (ระนอง - พังงา) ประมาณ ๑๓ กิโลเมตร จะถึงสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งคือ “ภูเขาหญ้า”

ภูเขาหญ้า เป็นภูเขาที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ แต่กลับมีทุ่งหญ้าขึ้นปกคลุมทั่วแนวเขา ตลอดจนที่ราบเชิงเขาด้านล่าง

ในช่วงฝน... หญ้าเหล่านี้จะเป็นสีเขียว หลังจากห่างฝนทุ่งหญ้าก็จะเปลี่ยนเป็นสี เป็นความสวยงามตามธรรมชาติ ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันมาก
จากที่ราบเชิงเขา จะมีทางเดินขึ้นสู่สันเขาด้านบน เพื่อชมทิวทัศน์


ขอแนะนำหน่อยว่า ควรไปช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เพราะแดดจะไม่แรงมาก เผื่อเวลาไว้เดินเที่ยวเยอะๆ เพราะถ้าไปผิดจังหวะ แทนที่จะสุขกับการเที่ยว กับต้องทนทุกข์ทรมานกับแดดที่ร้อนจัดแทน

จากภูเขาหญ้า เราออกเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข ๔ แยกซ้ายที่บ้านฝ่ายท่า (อบต.นาคา) ในเขต อ.สุขสำราญ ไปอีก ๔ กิโลเมตร ก็จะถึงจุดลงแพที่คลองนาคา ของชมรมเพลินไพรศรีนาคา เพื่อ “ล่องแพ แลพลับพลึงธาร หนึ่งเดียวในโลก” หนึ่งในโครงการ ๑๒ เดือน ๗ ดาว ๙ ตะวัน มหัศจรรย์เมืองไทยที่ต้องไปสัมผัส ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

พลับพลึงธาร, หอมน้ำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หญ้าช้อง พืชมีดอกในวงศ์พลับพลึง เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่เจริญเติบโตได้ดีในแหล่งน้ำไหล ลำธารและคลองสายสั้นๆ ซึ่งมีสภาพใสและมีการระบายน้ำดี

ความพิเศษของพลับพลึงธารคือ เป็นพืชเฉพาะถิ่นหรือพืชถิ่นเดียว (endemic plants) ซึ่งหมายถึง พืชที่เจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ ในขอบเขตที่จำกัด ในเขตภูมิศาสตร์ใดเขตหนึ่งของโลก พบเห็นได้เฉพาะในบริเวณจังหวัดระนองตอนล่าง ในเขต อ.สุขสำราญและกะเปอร์ และจังหวัดพังงาตอนบน ในเขต อ.ตะกั่วป่าและคุระบุรี เท่า นั้น จึงกล่าวได้ว่า พลับพลึงธารสามารถพบได้ที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก และเนื่องจากเป็นพืชที่ขึ้นในแหล่งน้ำสะอาดที่มีการไหลของน้ำเท่านั้น มันจึงเป็นพืชที่ใช้ชีวัดคุณภาพของแหล่งน้ำได้ด้วย

หัวของต้นพลับพลึงธาร มีลักษณะคล้ายหอมหัวใหญ่ มักโผล่ขึ้นมาเหนือผิวดินใต้น้ำประมาณ ๒ ใน ๓ ส่วน

นอกจากดอกสีขาว ซึ่งโผล่พ้นน้ำส่งกลิ่นหอมอ่อนแล้ว ส่วนต่างๆ ของพลับพลึงธารยังมีประโยชน์ด้วยเช่นกัน
ต้นและใบ- ช่วยลดความเร็วของกระแสน้ำ เป็นแหล่งอาศัย แหล่งวางไข่ แหล่งหลบภัยของสัตว์น้ำ ใบยังช่วยดักตะกอน เมื่อร่วงหล่นก็จะย่อยสลายเป็นอาหารของสัตว์น้ำ ราก- ช่วยยึดหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้าง ดอก- เป็นแหล่งอาหารของแมลงและให้คุณค่าทางจิตใจ ผล- เป็นอาหารของหนอนและแมลงบางชนิด

พลับพลึงธาร เป็นพืชที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จากสาเหตุหลายปัจจัย ทั้งการลักลอบเก็บไปจำหน่ายในกลุ่มของผู้นิยมนำพรรณไม้น้ำไปประดับตู้ปลาสวย งาม ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับการขุดลอกคลองเพื่อนพัฒนาแหล่งน้ำ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ทำให้เกิดการชะล้างพังทลาย ฯลฯ

คลองนาคา เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์ เพราะในอดีตพลับพลึงธารในพื้นที่บริเวณนี้ ถูกทำลายและขุดไปขายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในพื้นที่และกลุ่มต่างๆ อาทิ ชมรมเพลินไพรศรีนาคา ชมรมสร้างฝันระนอง และกลุ่มเยาวชนอนุรักษ์พลับพลึงธาร ได้พยายามช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูและสร้างจิตสำนึก ให้คนในพื้นที่ ช่วยกันดูแลรักษาพลับพลึงธารที่มีอยู่ โดยกำหนดข้อห้ามขุดพลับพลึงธารไปขาย มีกิจกรรมอนุบาลต้นกล้าเพื่อนำไปปลูกเพิ่มในพื้นที่ และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภายใต้ชื่อ “ ล่องแพ... แลพลับพลึงธาร หนึ่งเดียวในโลก”

ชมรมเพลินไพรศรีนาคา ที่เราได้มาลงล่องแพนี้ เกิดจากการรวมกลุ่มของคนในพื้นที่ ที่ใส่ใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเปิดบริการท่องเที่ยวล่องชมพลับพลึงธารในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ดอกไม้ชนิดนี้แทงช่อพ้นน้ำ บานสะพรั่งทั่วลำคลอง

มีให้บริการทั้งแพไม้ไผ่และแพยาง (นักท่องเที่ยวอย่างน้อย ๔ คน/ลำ) โดยลงเรือที่บ้านฝ่ายท่า ล่องไปเป็นระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร ใช้เวลาการล่องอย่างน้อย ๔ ชั่วโมง ระหว่างทางก็จอดพักเรือบริเวณริมคลอง เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านรสชาติจัดจ้านได้ใจ ตามสไตล์ชาวปักษ์ใต้ เมื่อล่องจนจบเส้นทางที่บ้านควนไทรงาม จะมีรถมารับไปส่งที่จุดลงแพ เพื่อเปลี่ยนผ้าเพราะน้ำเปียกตูดๆ แน่

มีข้อแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวคือ หลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำต้นพลับพลึงธาร ไม่เด็ดดอก ไม่ตัดใบ และไม่นำหัวพลับพลึงธารออกจากพื้นที่อนุรักษ์ ไม่ทิ้งขยะและให้ความร่วมมือต่อคำแนะำนำของผู้นำชม นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อล่องแพแลพลับพลึงธาร ช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม ได้ที่
คุณชำนิ อุ่นขาว ประธานกลุ่มฯ โทร. ๐๘ ๖๑๒๐ ๙๗๐๐ ครับ
มาต่างบ้านต่างเมืองทั้งที ก็เลยหาโอกาสเดินเที่ยวตลาดสักนิด พวกเรามาเดินหาของกินที่ตลาดเช้า หน้าจวนเจ้าเมือง ของกินหลากหลายทั้งของหวานของคาว ราคาไม่แพง

มีข้อแนะนำสำหรับนักนิยมเดินตลาดเวลาไป ต่างจังหวัด ขอให้ไปเดินตลาดที่คนเมืองนั้นเค้าไปจับจ่ายซื้อหาข้าวปลาอาหารกันอยู่เป็น ประจำ ส่วนมากมีของกินเยอะราคาไม่แพง เพราะถ้าขายแพงคนพื้นที่เค้าก็คงไม่ซื้อครับ

อย่างที่รู้กันว่า เมืองระนองมีแรงงานชาวพม่าเพื่อนบ้าน ข้ามฝั่งมาหากินอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้ชายส่วนใหญ่ก็มาเป็นลูกจ้างใช้แรงงานในเรือประมง ผู้หญิงก็กระจายกันไปตามแหล่งงานต่างๆ ที่มีและสามารถทำได้ ระนองจึงมี "ตลาดพม่า" นำสินค้าอุปโภคบริโภคของคนฝั่งโน้น มาจำหน่ายให้แก่คนเหล่านี้ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่พิสมัยของนอก

ส่วนท่านที่นิยมบริโภคปลา มาที่นี่ไม่ผิดหวังครับ ตัวใหญ่ๆ อวบๆ เพียบ (ปลานะครับอย่าคิดเป็นสิ่งอื่น)


วันแรกหลังกินข้าวเย็นอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว พวกเราต่างไปเดินย่อยอาหารดูอาคารเก่าในเมือง แถวๆ ถ.เรืองราษฎร์บรรจบ ถ.ลุวัง ก็ไปพบร้านนี้เข้า

ชื่อ “ร้านดอกไม้” แต่ขายของจำพวก น้ำเต้าหู้ ปลาท่องโก๋ เต้าทึง ชา กาแฟ ทั้งร้อนและเย็น ฯลฯ เดินผ่านรอบแรกยังอิ่มท้องอยู่ เลยได้แต่มอง ขากลับเลยลองแวะชิม ผลปรากฏว่า กินกันเหมือนยังไม่ได้รับประทานอะไรมาเลยครับ

ของเด็ดร้านนี้อยู่ที่ “จ้ำบ๊ะ” ถ้าเป็นสูตรปกติ เค้าจะเอาปาท่องโก๋ตัดเป็นชิ้นๆ วางลงในถ้วย แล้วไสน้ำแข็งใส่ด้านบน ราดด้วยน้ำหวานสีแดงและนมข้นหวาน แต่้ร้านดอกไม้เค้ามี จ้ำบ๊ะชาและจ้ำบ๊ะโอ คือใส่ชานมหรือโอวันติน อย่างใดอย่างหนึ่งแทนน้ำแดงนมข้น แถมมีแบบพิเศษเพิ่มแปะก๊วยลงไปด้วย มีโอกาสก็ไปชิมกันนะครับ ขอประทานโทษที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาฝาก ขนาดไปกินสองวันติด อยากกินขนาดหนักจนลืมเรื่องนี้ไปเลย

เสริมอีกนิดปาท่องโก๋ร้านนี้กรอบนุ่มมากครับ

มีเกร็ดความรู้มาเสริมเล็กน้อย สำหรับชื่อถนนในเมืองระนอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานชื่อถนน ๑๐ สาย ได้คล้องจองกันคือ ถนนท่าเมือง – เรืองราษฎร์ – ชาติเฉลิม – เพิ่มผล – ชลระอุ – ลุวัง – กำลังทรัพย์ – ดับคดี – ทวีสินค้า - ผาดาด

ประสบการณ์จากการเดินทาง ที่เรานำมาบอกเล่าแบ่งปันให้คนอื่นได้รับรู้ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ก่อประโยชน์ แม้บางเรื่องอาจไม่ถูกจริตนิสัย หรือสถานที่ไม่โดนใจบางคน แต่อาจไปตรงกับความต้องการของใครอีกหลายคน แล้วพบกันอีก ในสถานที่ใหม่ๆ ซึ่งผมจะนำมาบอกเล่าให้ฟังในครั้งต่อไป
บุญรักษา... คุณพระคุ้มครอง... เจริญสุขทุกๆ ท่านครับ
“ลุงแจ๊ค แก่อมตะ”
ที่มาจากเว็บ Travel.Sanook.com
ต้องขอบอกก่อนว่าโดยปกติแล้ว ภายในอาคารไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ แต่พวกเราได้ทำหนังสือแจ้งขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษเพื่อนำมาเผยแพร่ สำหรับข้อมูลที่นำมาประกอบการเขียน นำมาจากเอกสารซึ่งจัดทำโดย งานส่งเสริมการท่องเที่ยว สำนักปลัดเทศบาลเมืองระนอง สำหรับท่านที่สนใจเข้าชม (ในวันเวลาราชการ เวลา ๘.๓๐ – ๑๗.๐๐ น.) ติดต่อได้ที่โทร. ๐ ๗๗๘๑ ๑๔๒๒
ระนอง เป็นเมืองที่มีบ่อน้ำแร่ร้อนอยู่หลายแห่ง ทั้งในและนอกเขตเมือง หากไม่อยากเดินทางไกล ก็ไปเที่ยวที่
บ่อน้ำแร่ร้อนสวนสาธารณะรักษะวาริน(เทศบาลเมืองระนอง) อยู่บริเวณริมคลองหาดส้มแป้น ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๒ กิโลเมตร
บ่อน้ำแร่ร้อนแห่งนี้คนระนองมักเรียกว่า บ่อน้ำร้อนวัดตโปทาราม ซึ่งมีอยู่ ๓ บ่อใกล้เคียงกันคือ บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูกสาว
ทางเทศบาลได้จัดบ่อเล็กๆ ไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวลงไปแช่เท้าเพื่อผ่อนคลาย โดยไม่เสียค่าบริการใดๆ
เทศบาลเมืองระนอง ได้พัฒนาบ่อน้ำแร่ร้อน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด โดยจัดสร้างตกแต่งสวนหย่อม ไว้สำหรับเป็นที่พักผ่อนของนักท่องเที่ยว รวมทั้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากน้ำแร่ร้อน รอบๆ บริเวณ จะมีกิจกรรมด้านสุขภาพ ธุรกิจสปา การผลิตน้ำดื่ม ฯลฯ ไประนองก็อย่าลืมแวะไปนะครับ มีขายของที่ระลึก ร้านกาแฟอร่อยๆ นั่งพักผ่อนสบายๆ
หากไม่มีรถส่วนตัว ก็ใช้รถสองแถวส่วนรวมจากในตัวเมืองได้ครับ
จากเขตเทศบาลเมือง ไปตามทางหลวงหมายเลข ๔ (ระนอง - พังงา) ประมาณ ๑๓ กิโลเมตร จะถึงสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งคือ “ภูเขาหญ้า”
ภูเขาหญ้า เป็นภูเขาที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ แต่กลับมีทุ่งหญ้าขึ้นปกคลุมทั่วแนวเขา ตลอดจนที่ราบเชิงเขาด้านล่าง
ในช่วงฝน... หญ้าเหล่านี้จะเป็นสีเขียว หลังจากห่างฝนทุ่งหญ้าก็จะเปลี่ยนเป็นสี เป็นความสวยงามตามธรรมชาติ ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันมาก
ขอแนะนำหน่อยว่า ควรไปช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เพราะแดดจะไม่แรงมาก เผื่อเวลาไว้เดินเที่ยวเยอะๆ เพราะถ้าไปผิดจังหวะ แทนที่จะสุขกับการเที่ยว กับต้องทนทุกข์ทรมานกับแดดที่ร้อนจัดแทน
จากภูเขาหญ้า เราออกเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข ๔ แยกซ้ายที่บ้านฝ่ายท่า (อบต.นาคา) ในเขต อ.สุขสำราญ ไปอีก ๔ กิโลเมตร ก็จะถึงจุดลงแพที่คลองนาคา ของชมรมเพลินไพรศรีนาคา เพื่อ “ล่องแพ แลพลับพลึงธาร หนึ่งเดียวในโลก” หนึ่งในโครงการ ๑๒ เดือน ๗ ดาว ๙ ตะวัน มหัศจรรย์เมืองไทยที่ต้องไปสัมผัส ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
พลับพลึงธาร, หอมน้ำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หญ้าช้อง พืชมีดอกในวงศ์พลับพลึง เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่เจริญเติบโตได้ดีในแหล่งน้ำไหล ลำธารและคลองสายสั้นๆ ซึ่งมีสภาพใสและมีการระบายน้ำดี
ความพิเศษของพลับพลึงธารคือ เป็นพืชเฉพาะถิ่นหรือพืชถิ่นเดียว (endemic plants) ซึ่งหมายถึง พืชที่เจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ ในขอบเขตที่จำกัด ในเขตภูมิศาสตร์ใดเขตหนึ่งของโลก พบเห็นได้เฉพาะในบริเวณจังหวัดระนองตอนล่าง ในเขต อ.สุขสำราญและกะเปอร์ และจังหวัดพังงาตอนบน ในเขต อ.ตะกั่วป่าและคุระบุรี เท่า นั้น จึงกล่าวได้ว่า พลับพลึงธารสามารถพบได้ที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก และเนื่องจากเป็นพืชที่ขึ้นในแหล่งน้ำสะอาดที่มีการไหลของน้ำเท่านั้น มันจึงเป็นพืชที่ใช้ชีวัดคุณภาพของแหล่งน้ำได้ด้วย
หัวของต้นพลับพลึงธาร มีลักษณะคล้ายหอมหัวใหญ่ มักโผล่ขึ้นมาเหนือผิวดินใต้น้ำประมาณ ๒ ใน ๓ ส่วน
นอกจากดอกสีขาว ซึ่งโผล่พ้นน้ำส่งกลิ่นหอมอ่อนแล้ว ส่วนต่างๆ ของพลับพลึงธารยังมีประโยชน์ด้วยเช่นกัน
ต้นและใบ- ช่วยลดความเร็วของกระแสน้ำ เป็นแหล่งอาศัย แหล่งวางไข่ แหล่งหลบภัยของสัตว์น้ำ ใบยังช่วยดักตะกอน เมื่อร่วงหล่นก็จะย่อยสลายเป็นอาหารของสัตว์น้ำ ราก- ช่วยยึดหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้าง ดอก- เป็นแหล่งอาหารของแมลงและให้คุณค่าทางจิตใจ ผล- เป็นอาหารของหนอนและแมลงบางชนิด
พลับพลึงธาร เป็นพืชที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จากสาเหตุหลายปัจจัย ทั้งการลักลอบเก็บไปจำหน่ายในกลุ่มของผู้นิยมนำพรรณไม้น้ำไปประดับตู้ปลาสวย งาม ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับการขุดลอกคลองเพื่อนพัฒนาแหล่งน้ำ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ทำให้เกิดการชะล้างพังทลาย ฯลฯ
คลองนาคา เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์ เพราะในอดีตพลับพลึงธารในพื้นที่บริเวณนี้ ถูกทำลายและขุดไปขายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในพื้นที่และกลุ่มต่างๆ อาทิ ชมรมเพลินไพรศรีนาคา ชมรมสร้างฝันระนอง และกลุ่มเยาวชนอนุรักษ์พลับพลึงธาร ได้พยายามช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูและสร้างจิตสำนึก ให้คนในพื้นที่ ช่วยกันดูแลรักษาพลับพลึงธารที่มีอยู่ โดยกำหนดข้อห้ามขุดพลับพลึงธารไปขาย มีกิจกรรมอนุบาลต้นกล้าเพื่อนำไปปลูกเพิ่มในพื้นที่ และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภายใต้ชื่อ “ ล่องแพ... แลพลับพลึงธาร หนึ่งเดียวในโลก”
ชมรมเพลินไพรศรีนาคา ที่เราได้มาลงล่องแพนี้ เกิดจากการรวมกลุ่มของคนในพื้นที่ ที่ใส่ใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเปิดบริการท่องเที่ยวล่องชมพลับพลึงธารในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ดอกไม้ชนิดนี้แทงช่อพ้นน้ำ บานสะพรั่งทั่วลำคลอง
มีให้บริการทั้งแพไม้ไผ่และแพยาง (นักท่องเที่ยวอย่างน้อย ๔ คน/ลำ) โดยลงเรือที่บ้านฝ่ายท่า ล่องไปเป็นระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร ใช้เวลาการล่องอย่างน้อย ๔ ชั่วโมง ระหว่างทางก็จอดพักเรือบริเวณริมคลอง เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านรสชาติจัดจ้านได้ใจ ตามสไตล์ชาวปักษ์ใต้ เมื่อล่องจนจบเส้นทางที่บ้านควนไทรงาม จะมีรถมารับไปส่งที่จุดลงแพ เพื่อเปลี่ยนผ้าเพราะน้ำเปียกตูดๆ แน่
มีข้อแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวคือ หลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำต้นพลับพลึงธาร ไม่เด็ดดอก ไม่ตัดใบ และไม่นำหัวพลับพลึงธารออกจากพื้นที่อนุรักษ์ ไม่ทิ้งขยะและให้ความร่วมมือต่อคำแนะำนำของผู้นำชม นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อล่องแพแลพลับพลึงธาร ช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม ได้ที่
คุณชำนิ อุ่นขาว ประธานกลุ่มฯ โทร. ๐๘ ๖๑๒๐ ๙๗๐๐ ครับ
มาต่างบ้านต่างเมืองทั้งที ก็เลยหาโอกาสเดินเที่ยวตลาดสักนิด พวกเรามาเดินหาของกินที่ตลาดเช้า หน้าจวนเจ้าเมือง ของกินหลากหลายทั้งของหวานของคาว ราคาไม่แพง
มีข้อแนะนำสำหรับนักนิยมเดินตลาดเวลาไป ต่างจังหวัด ขอให้ไปเดินตลาดที่คนเมืองนั้นเค้าไปจับจ่ายซื้อหาข้าวปลาอาหารกันอยู่เป็น ประจำ ส่วนมากมีของกินเยอะราคาไม่แพง เพราะถ้าขายแพงคนพื้นที่เค้าก็คงไม่ซื้อครับ
อย่างที่รู้กันว่า เมืองระนองมีแรงงานชาวพม่าเพื่อนบ้าน ข้ามฝั่งมาหากินอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้ชายส่วนใหญ่ก็มาเป็นลูกจ้างใช้แรงงานในเรือประมง ผู้หญิงก็กระจายกันไปตามแหล่งงานต่างๆ ที่มีและสามารถทำได้ ระนองจึงมี "ตลาดพม่า" นำสินค้าอุปโภคบริโภคของคนฝั่งโน้น มาจำหน่ายให้แก่คนเหล่านี้ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่พิสมัยของนอก
ส่วนท่านที่นิยมบริโภคปลา มาที่นี่ไม่ผิดหวังครับ ตัวใหญ่ๆ อวบๆ เพียบ (ปลานะครับอย่าคิดเป็นสิ่งอื่น)
วันแรกหลังกินข้าวเย็นอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว พวกเราต่างไปเดินย่อยอาหารดูอาคารเก่าในเมือง แถวๆ ถ.เรืองราษฎร์บรรจบ ถ.ลุวัง ก็ไปพบร้านนี้เข้า
ชื่อ “ร้านดอกไม้” แต่ขายของจำพวก น้ำเต้าหู้ ปลาท่องโก๋ เต้าทึง ชา กาแฟ ทั้งร้อนและเย็น ฯลฯ เดินผ่านรอบแรกยังอิ่มท้องอยู่ เลยได้แต่มอง ขากลับเลยลองแวะชิม ผลปรากฏว่า กินกันเหมือนยังไม่ได้รับประทานอะไรมาเลยครับ
ของเด็ดร้านนี้อยู่ที่ “จ้ำบ๊ะ” ถ้าเป็นสูตรปกติ เค้าจะเอาปาท่องโก๋ตัดเป็นชิ้นๆ วางลงในถ้วย แล้วไสน้ำแข็งใส่ด้านบน ราดด้วยน้ำหวานสีแดงและนมข้นหวาน แต่้ร้านดอกไม้เค้ามี จ้ำบ๊ะชาและจ้ำบ๊ะโอ คือใส่ชานมหรือโอวันติน อย่างใดอย่างหนึ่งแทนน้ำแดงนมข้น แถมมีแบบพิเศษเพิ่มแปะก๊วยลงไปด้วย มีโอกาสก็ไปชิมกันนะครับ ขอประทานโทษที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาฝาก ขนาดไปกินสองวันติด อยากกินขนาดหนักจนลืมเรื่องนี้ไปเลย
เสริมอีกนิดปาท่องโก๋ร้านนี้กรอบนุ่มมากครับ
มีเกร็ดความรู้มาเสริมเล็กน้อย สำหรับชื่อถนนในเมืองระนอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานชื่อถนน ๑๐ สาย ได้คล้องจองกันคือ ถนนท่าเมือง – เรืองราษฎร์ – ชาติเฉลิม – เพิ่มผล – ชลระอุ – ลุวัง – กำลังทรัพย์ – ดับคดี – ทวีสินค้า - ผาดาด
ประสบการณ์จากการเดินทาง ที่เรานำมาบอกเล่าแบ่งปันให้คนอื่นได้รับรู้ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ก่อประโยชน์ แม้บางเรื่องอาจไม่ถูกจริตนิสัย หรือสถานที่ไม่โดนใจบางคน แต่อาจไปตรงกับความต้องการของใครอีกหลายคน แล้วพบกันอีก ในสถานที่ใหม่ๆ ซึ่งผมจะนำมาบอกเล่าให้ฟังในครั้งต่อไป
บุญรักษา... คุณพระคุ้มครอง... เจริญสุขทุกๆ ท่านครับ
“ลุงแจ๊ค แก่อมตะ”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น